STUDIO SERVICES EQUIPMENTS ARTICLES OUR GUESTS CONTACT US  
ห้องอัด Alice Recording Studio สตูดิโอบันทึกเสียง ห้องลงเสียง ห้องอัดเสียง ระดับคุณภาพ ด้วยประสบการณ์อันยาวนาน
" บทความทุกบทความมีลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือแก้ไข"

DI Box

Microphone

Sound Theory

Waveform Characteristics

บันทึกเสียงกลองเค้าทำกันยังไง

การสร้างห้องอัดเสียงเองที่บ้าน

References

การสร้างห้องอัดเสียงเองที่บ้าน

การสร้างห้องอัดเสียงเองที่บ้าน 01 การสร้างห้องอัดเสียงเองที่บ้าน 02

การสร้างห้องบันทึกเสียงเองที่บ้าน 01 การสร้างห้องบันทึกเสียงเองที่บ้าน 02

 

ปัจจุบัน นี้ งานบันทึกเสียงนั้น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว  ไม่ว่าจะเป็น เด็ก นักเรียน นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ ข้าราชการเกษียณอายุ หรือพ่อค้าแม่ค้า ก็สามารถเข้าไปใช้งานห้องอัดเสียงที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว  แต่หากจะมองย้อนกลับไปในอดีต คงมีแต่นักดนตรีอาชีพ โปรดิวเซอร์ หรือ ดารา เท่านั้น ที่จะมีโอกาสได้เข้าไปในห้องอัดเสียง  เพราะว่าราคาค่าบริการของห้องอัดเสียงในสมัยก่อนนั้นค่อนข้างสูงเอาการอยู่  แต่เมื่อเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์นั้น ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้การบันทึกเสียงในปัจจุบันนี้กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทำให้ห้องอัดเสียงส่วนใหญ่เริ่มหันมาใช้การอัดเสียงด้วยคอมพิวเตอร์กันมาก ขึ้น  (COMPUTER  BASED  RECORDING  SYSTEM)    และไม่เพียงเท่านี้บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์การบันทึกเสียงต่างๆ ยังพยายามที่จะพัฒนาเครื่องมือสำหรับการอัดเสียงอย่างง่ายๆด้วยตัวเองที่ บ้าน  โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักอยู่ที่ นักดนตรี ทั้งมืออาชีพ และที่ไม่ใช่นักดนตรีอาชีพ  ไม่ว่าจะเป็นการดัเสียงร้องเอง  อัดเสียงกีต้าร์ไฟฟ้า อัดเสียงกีต้าร์โปร่ง  อัดเสียงเบส  อัดเสียงคีย์บอร์ด หรือแม้กระทั่งอัดเสียงกลองเองที่บ้าน ก็ไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

 

การสร้างห้องอัดเสียงนั้น อันดับแรกเลย  คงต้องพูดถึงสถานที่ก่อนเลย  ยิ่งมีจุดประสงค์ในการสร้างห้องอัดเพื่อต้องการอัดเสียงกลองด้วยแล้ว ยิ่งต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากกว่าปกติ  เพราะว่ากลองนั้น ได้ชื่อว่าเป็นเครื่องดนตรีที่ส่งเสียงดังอย่างไม่เกรงใจใครทั้งนั้น  ดังนั้น หากต้องการอัดเสียงกลองเองที่บ้านแล้ว  ก็น่าจะมีห้องที่สามารถเก็บเสียงได้พอสมควร  พอพูดถึงห้องเก็บเสียงแล้ว ก็ทำให้นึกถึงคำถามที่ตามมาว่า “ต้องทำยังไงถึงจะทำให้ห้องที่มีอยู่แล้วสามารถเก็บเสียงได้มากขึ้น”  ในเบื้องต้นคงต้องขอแก้ไขความเข้าใจผิดบางอย่างในเรื่องนี้ก่อน  เพราะยังมีหลายคนที่เข้าใจว่า  วัสดุอย่างลังไข่ หรือแผ่นอะคูสติกที่มีรูเยอะๆ นั้น สามารถช่วยป้องกันเสียงรั่วได้  ความเป็นจริงคือ วัสดุเหล่านี้เป็นวัสดุที่ช่วยลดเสียงสะท้องภายในห้อง  แต่บางคนอาจแย้งว่า ไม่จริง เพราะว่าเค้ารู้สึกว่าเสียงมันลดความดังลง เมื่อเทียบกับห้องเปล่าๆ ที่ไม่มีวัสดุเหล่านี้  ความเป็นจริงก็คือว่า ห้องเปล่าๆ ที่ไม่มีบุผนังด้วยวัสดุเหล่านี้นั้น  จะทำให้เสียงสะท้อนไปมาระหว่างผนังทั้ง 6 ด้าน อย่างอิสระ  (ผนัง + พื้น + เพดาน)  โดยเฉพาะผนังที่เป็นกำแพงคอนกรีต และ กระจก  ซึ่งการสะท้อนไปมาของคลื่นเสียงนี้ ทำให้เกิดทั้งการเสริมกัน และ การหักล้างกัน ของคลื่นเสียงในแต่ละย่านความถี่แตกต่างกันไป  จุดที่มีการรวมกันและเสริมกันของเสียง ก็จะทำให้เรารู้สึกว่าเสียงนั้นดังขึ้น  ตรงกันข้ามกับห้องที่มีวัสดุดูดซับเสียง  จะลดการสะท้อนของคลื่นเสียง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ย่านความถี่กลาง และ ความถี่สูง)  ทำให้พลังงานของคลื่นเสียงลดลงอย่างรวดเร็ว  ผลก็คือ เรารู้สึกว่าเสียงภายในห้องมันเบาลง เราก็เลยมักจะคิดเอาเองว่าเสียงที่มันเล็ดลอดออกไปก็น่าจะน้อยลงไปด้วย 5555

 

ห้องอัดเสียง กับ ผนังทั้ง 6 ด้าน

ห้องอัดเสียง กับ Reverberation

 

ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องห้องอัดเสียงแล้ว   ขออนุญาติพูดถึงอีกซักเล็กน้อย เผื่อว่าอาจมีคนที่อยากทำห้องซ้อมดนตรีหรือซ้อมตีกลองที่บ้าน (ไม่ได้ใช้อัดเสียง)  แต่อาศัยหลักการเดียวกัน  (ซึ่งจะอธิบายโดยละเอียดในบทต่อๆ ไป)  ในที่นี้ขอพูดถึงข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนที่กำลังตัดสินใจจะสร้างห้องอัดเสียงหรือห้องซ้อมดนตรีเองที่บ้าน (แต่เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆที่ไม่ควรมองข้าม)

 

 อันดับแรกเลยคงต้องพูดถึงสถานที่ตั้งของห้อง นั้นๆ ก่อนเลย  ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ และหลายๆ คนมักจะมองข้ามจุดนี้ไป  เพราะว่าจุดประสงค์หลักของห้องซ้อมดนตรีก็คือการลดเสียงที่จะเล็ดลอดออกไป จากห้องให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่จะได้ไม่ไปรบกวนคนอื่นๆ มากนัก   ที่ใช้คำว่า “ลดให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นั้น”  ก็เพราะว่าบางคนอาจคิดว่าหากทำตามคำแนะนำต่างๆ เหล่านี้แล้วจะทำให้ได้ห้องเก็บสียงที่เงียบสุดๆ   ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หากจะทำให้ได้ขนาดนั้นแล้ว มันหมายถึงงบประมาณที่ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว  รวมถึงต้องมีสถานที่ที่ค่อนข้างเหมาะสมอยู่แล้วเป็นทุนเดิมด้วย  (ข้อนี้ สำคัญมากๆ)

 

ห้องอัดเสียงในบ้านเดี่ยว 01ห้องอัดเสียงในทาวน์โฮม 01ห้องอัดเสียงในทาวน์เฮาส์ 01

ห้องอัดเสียงในคอนโดมิเนียมห้องอัดเสียงและการเลือกสถานที่ 01ห้องอัดเสียงและการเลือกสถานที่ 02

 

กลับ มาว่ากันด้วยเรื่องของสถานที่ตั้งของห้องกันต่อดีกว่า  สิ่งที่ต้องรู้ให้ได้ก่อนอันดับแรกเลย  คือ  ห้องที่เราจะทำนั้น ตั้งอยู่ในสถานที่แบบไหน  ยกตัวอย่างเช่น   เป็นบ้านเดี่ยว  เป็นทาวเฮาส์  เป็นตึกแถว  หรือห้องชุด คอนโดมิเนียม  ฯลฯ  หากเป็นบ้านเดี่ยวที่ไม่ได้มีโครงสร้างติดกับบ้านข้างๆ  ก็ถือว่าโชคดี  เพราะอย่างน้อย เสียงที่จะเดินทางไปยังบ้านหลังอื่นๆ ผ่านทางโครงสร้างของอาคารก็จะน้อยมาก (STRUCTURE BORNE SOUND TRASMISSION)  จะมีก็แต่เสียงที่เดินทางทะลุผนังหรือกำแพง แล้วเดินทางไปตามอากาศเท่านั้นที่ต้องระวัง  (AIR BORNE SOUND TRASMISSION)  แต่ก็ยังจัดการได้ง่ายกว่าเสียงที่เดินทางผ่านโครงสร้างของอาคาร   แต่หากห้องที่เราต้องการทำนั้นเป็นตึกแถว หรือ ทาวเอาส์ หรืออะไรก็ตามที่ตั้งอยู่บนโครงสร้างเดียวกันกับผู้อยู่อาศัยคนอื่นๆแล้ว  บางทีจุดนี้อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะบอกได้ว่า เราควรจะสร้างห้องอัดเสียง หรือ ห้องเก็บเสียงสำหรับซ้อมดนตรีดีรึเปล่า  หรือควรมองหาทางเลือกอื่นดีกว่า  เพราะว่าคนแต่ละคนนั้น ย่อมมีนิสัยที่แตกต่างกันไป  เพื่อนบ้านบางคนอาจไม่ใส่ใจมากนักกับเสียงที่เล็ดลอดออกมาบ้าง  แต่บางคนนั้นไม่ยอมเด็ดขาดเพราะเค้าถือว่าเป็นการรบกวน หรืออาจอ้างเหตุผลอะไรก็แล้วแต่   ถ้าไม่ยอมก็คือไม่ยอม !!  ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้ง ถึงขั้นฟ้องร้องดำเนินคดีกันเลยทีเดียว (ไม่ได้พูดเล่นนะ !!)

กลับมาว่ากันต่อ  สมมุติว่าเราตัดสินใจแล้วว่าจะทำห้องเก็บเสียง  อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำก็คือ...ดูเงินในกระเป๋าก่อนเลย... 

งบประมาณในการสร้างห้องอัดเสียง 01ห้องอัดเสียงและงบประมาณที่เพิ่มขึ้น 02ห้องอัดเสียงและงบประมาณที่เพิ่มขึ้น 03

อาจ จะฟังดูตลก  แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่าระดับหรือความสามารถในการเก็บเสียงของห้องมักจะแปร ผันตามงบประมาณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงกลองชุดซึ่งสามารถทำให้เกิดเสียงได้ดังเกิน กว่า 100 เดซิเบล  ซึ่งประกอบไปด้วย มี KICK DRUM  ซึ่ง เป็นกลองที่ใหญ่ที่สุดในกลองชุด  สร้างเสียงได้ต่ำที่สุด  และสร้างแรงสั่นสะเทือนได้มากที่สุด เมื่อเทียบกับกลองชิ้นอื่นๆ   ซึ่งมักจะสร้างปัญหาให้เรามากที่สุดตามไปด้วย   เพราะว่า  คลื่นเสียงนั้น  ยิ่งมีความถี่ต่ำเท่าใด ก็ยิ่ง มีความสามารถในการทะลุทะลวงผ่านสิ่งกีดขวางต่างๆ (AIR BORNE SOUND TRASMISSION)  และ สามารถเคลื่อนที่ไปตามโครงสร้างของอาคาร (STRUCTURE BORNE SOUND TRASMISSION)   ได้มากขึ้นเท่านั้น    และการที่จะหยุดเสียงต่ำๆ นี้ได้นั้น  บางทีอาจจะต้องถึงขั้นทำพื้นแบบยก  (FLOATING FLOOR) หรืออาจไปถึงขั้นสร้างห้องแบบ ROOM IN ROOM  ขึ้น มาเลยทีเดียว  (อย่างทีบอก  ว่ามันจะขึ้นอยู่กับสถานที่ และบุคคลรอบข้างเป็นสำคัญ)  ซึ่งแน่นอนว่าค่าใช้จ่ายย่อมต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว  ดังนั้น  ในเบื้องต้น  ก่อนที่จะตัดสินใจทำห้องอัดเสียง หรือ ห้องซ้อมดนตรี เองที่บ้าน  จึงอยากแนะนำให้พิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วนเป็นอันดับแรก  เพราะมันหมายถึง เวลา และ งบประมาณ ที่ต้องลงทุนลงแรง กับการสร้างห้องอัดเสียง หรือ ห้องซ้อมดนตรีขึ้นมาซักห้องนึง

 

SOUND  ISOLATION TECHNICS   (เบื้องต้น)

หากจะพูดถึงการทำห้องอัดเสียง, ห้องเก็บเสียงเพื่อดูหนังฟังเพลง หรือ ห้องเก็บเสียงสำหรับซ้อมดนตรี แล้ว  เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะพอมีไอเดียที่เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย  โดยเฉพาะรูปแบบโครงสร้างของผนังกั้นเสียงแบบต่างๆ  ซึ่งอาจจะเคยได้พบเจอมาจากบทความต่างๆ จากอินเตอร์เนท  หรือจากหนังสือหลายเล่ม (ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)  หรืออาจจะเคยได้รับคำแนะนำต่างๆ มาจากคนอื่นบ้าง ต่างกันไป  หรือบางคนอาจจะไม่มีความรู้หรือนึกภาพไม่ออกเลยก็ตาม ก็ไม่เป็นไร  เพราะในบทนี้  จะค่อยๆอธิบายถึงหลักการต่างๆ เบื้องต้น  (ก่อนที่จะลงลึกในรายละเอียดในบทต่อๆไป)

วัตถุ ประสงค์หลักของการสร้างห้องอัดเสียง, ห้องเก็บเสียงสำหรับซ้อมดนตรี หรือ ห้องเก็บเสียงเพื่อดูหนังฟังเพลง   นั่นก็คือ  การป้องกันไม่ให้เสียงจากภายในรั่วออกไปรบกวนคนภายนอก  และป้องกันไม่ให้เสียงจากภายนอกเล็ดลอดเข้ามารบกวนคนภายใน  ซึ่งการจะที่บรรลุวัตถุประสงค์นี้ได้น้น  เราจะต้องทำการตัดเส้นทางการเคลื่อนที่ของเสียงออก หรือทำให้เสียงเดินทางด้วยความยากลำบากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้   หลายๆคนอาจจะพอรู้มาแล้วว่าเสียงจะเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ นั้น ต้องอาศัยตัวกลาง (ซึ่งมีทั้งตัวกลางที่เป็นของแข็ง, ของเหลว, ก๊าซ)  และหากพูดถึงเฉพาะในเรื่องของการทำห้องอัดเสียงด้วยแล้ว  ก็จะเหลือ ตัวกลางที่จะต้องพิจารณาอยู่แค่ประมาณ 2 ตัว  คือ อากาศ  และ  โครงสร้างของอาคาร โดยหากเสียงเดินทางผ่านจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่งโดยอาศัยตัวกลางที่เป็น อากาศ  เราจะใช้คำว่า AIR BORNE SOUND TRASMISSION  และหากเสียงเดินทางผ่านจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่งโดยอาศัยตัวกลางที่เป็นโครงสร้าง  เราจะใช้คำว่า STRUCTURE BORNE SOUND TRASMISSION   

เมื่อพูดถึง  คำว่า  AIR BORNE  และ STRUCTURE BORNE  แล้ว   เชื่อว่ามีหลายคนคงเคยได้ยินคำอีก 2 คำซึ่งมักจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำห้องอัดเสียง หรือ ห้องเก็บเสียง อยู่เสมอ  นั่นก็คือคำว่า  SOUND TRANSMISSION CLASS  (ตัวย่อ คือ  STC )  และ  TRANSMISSION  LOSS  (ตัวย่อ คือ  TL ) 

 

 

TL  (TRANSMISSION  LOSS) 

ห้องอัดเสัยง ผนังกันเสียง Transmission Loss 01

มีหน่วยเป็น dB  ถูกใช้เป็นมาตราฐานสำหรับการเปรียบเทียบ ผนังต่างๆ, เพดานต่างๆ  และ พื้นแต่ละชนิด   ว่ามีความสามารถในการลดทอนเสียงได้กี่ dB (ณ ความถี่ใดความถี่หนึ่ง เช่น  125Hz,  500Hz,  1000KHz,  2000KHz) 

ยกตัวอย่างเช่น   ผนังแบบ A  มีค่า  TL เท่ากับ 45 dB  นั่นหมายความว่า  หากมีเสียงที่ดังประมาณ 100 dB  อยู่ที่ห้องทางด้านซ้าย  เมื่อเสียงเดินทางผ่านผนังแบบ A นี้  ความดังจะลดลงเหลือ 55 dB  (ที่ห้องด้านขวา)   (100 – 45 = 55 dB)

ห้องอัดเสัยง ผนังกันเสียง Transmission Loss 02

และหากเรามีผนังอีกหนึ่งผนัง คือ ผนัง แบบ B  ซึ่งมีค่า TL เท่ากับ 60 dB   ความดังจะลดลงเหลือ 40 dB (ที่ห้องด้านขวา)    (100 – 60 = 40 dB)  นั่นหมายความว่า  ผนังแบบ B นั้น มีความสามารถในการลดทอนเสียง  มากกว่าผนังแบบ A   

แต่ต้องจำไว้ว่า  นี่เป็นการเปรียบเทียบด้วย  ความถี่ใดความถี่หนึ่ง  เช่น  ความถี่เสียง   125Hz,  500Hz,  1000Hz,  2000Hz,  4000Hz      ซึ่ง ในการทดลองจะใช้ความถี่เดียวกันกับผนังทั้ง 2   และนอกจากนี้ ค่าที่ได้ก็จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละย่านความถี่ที่ใช้ทดสอบอีกด้วย  นั่นหมายความว่า ผนังหนึ่งผนัง จะมีความสามารถในการลดทอนเสียงในแต่ละย่านความถี่ได้ไม่เท่ากัน  (ความถี่ยิ่งต่ำ  ยิ่งลดทอนเสียงได้น้อยลง)

 

STC  (SOUND TRANSMISSION CLASS) 

ห้องอัดเสัยง ผนังกันเสียง sound transmission class  01

 

คือ การนำค่าของ  TL ที่ทดสอบกับผนังๆ หนึ่ง  ด้วยความถี่ ที่แตกต่ากันออกไป 16 ความถี่ มาคำนวนเพื่อให้ได้ออกมาเป็นค่าของ  STC  โดยเริ่มตั้งแต่ความถี่ที่ 125Hz  ถึง  4000Hz  (ลองนับดูจากกราฟด้านล่างก็ได้  จะมี16 ความถี่พอดี)  ซึ่งค่าของ  STC  นี้นิยมนำมาใช้เปรียบเทียบความสามารถในการลดทอนเสียง  ในผนังหลายๆ แบบ  (STC ไม่ได้มีหน่วยเป็น dB นะ)

 

ห้องอัดเสัยง ผนังกันเสียง sound transmission class  02


ห้องอัดเสัยง ผนังกันเสียง ตาราง sound transmission class  01

 

ข้อควรระวังอย่างหนึ่ง ก็คือ  อย่างที่ได้กล่าวเอาไว้แล้วว่า  ค่าของ  STC  นี้ได้มาจาก การนำค่าของ TL  ตั้งแต่ความถี่ที่  125Hz  จนถึง  4000Hz  (ทั้ง หมด16 ความถี่) มาคำนวณ   ซึ่งมักจะเหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป  เช่น ลดทอนเสียงพูดคุย  หรือเสียงวิทยุ โทรทัศน์ทั่วไป  ซะมากว่า  แต่ในมุมมองห้องอัดเสียง หรือ ห้องซ้อมดนตรี มักจะเกี่ยวข้องกับ ความถี่มันจะกว้างกว่านั้น  อาจจะกว้างได้ถึง  20Hz – 20KHz  เลยทีเดียว   ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยว่า  ทำไมเราถึงยังคงได้ยินเสียง  ตึ๊กๆ ของ  KICK DRUM   หรือเสียงหึ่มๆ  จากตู้เบส  หรือตู้ ซัฟวูฟเฟอร์  เล็ดลอดออกมา  หรือได้ยินเสียงเครื่องบิน , เสียงเครื่องยนต์ของรถสิบล้อ  หรือเสียงฟ้าร้อง  รั่วเข้าไปในห้องอัดบ้างเป็นบางครั้ง   ทั้งๆที่อุตส่าห์ทำตามแบบของผนังที่มีค่า  STC สูงถึง 60-65    (ไม่ต้องแปลกใจเลย 5555)  ซึ่งนี่ถือว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญของการใช้ค่า  STC  แต่เพียงอย่างเดียว  ในการสร้างห้องเก็บเสียง  (ย้ำ!!  สำคัญมากๆ ) 

และยิ่งไปกว่านั้น  หลายๆ คนเข้าใจว่า  หากนำเอา ผนังหนึ่งผนัง ที่มีค่า  STC  50  มาซ้อน กับอีกผนังที่มีค่า  STC 50 เหมือนกัน  จะทำให้ได้ผนังที่มีค่า  STC  100    ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว  ค่าที่ได้จากการซ้อนกันแบบนี้  อย่างมากก็ประมาณ  STC 55 -60 เท่านั้น  (ไม่มีทางไปถึง  100  ได้หรอก... เศร้าเลย.....ชีวิตมันช่าง...5555)

ที่จริงแล้วมีหลักการสำคัญอยู่หลักการหนึ่งก็คือ หลักของมวล  หรือ MASS  LAW  นั่นคือยิ่งผนังมีน้ำหนักและความหนาแน่นมากไหร่ ก็ยิ่งมีความสามารถในการลดทอนเสียง (ที่เดินทางผ่านทางอากาศ) มากขึ้นตามไปด้วย  ซึ่งอาจจะเคยได้เห็นคำแนะนำที่ให้กรอกทรายลงไปในอิฐบล๊อก เพื่อเพิ่มมวลให้กับผนังนั่นเอง

ห้องอัดเสัยง ผนังกันเสียง เปรียบเทียบ sound transmission class  01

 

สรุปว่า ทั้ง  STC  และ  TL  นั้นค่อนข้างจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับ เสียงที่เดินทางโดยอาศัยอากาศเป็นตัวกลาง  AIR BORNE SOUND TRASMISSION  ดังนั้นหากต้องการลดทอนความดังของเสียงที่เดินทางโดยอาศัยอากาศเป็นตัวกลาง  เราก็แค่หาอะไรมากั้นมันซะสิ !!    ฟังดูเหมือนจะง่าย  แต่มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น  เพราะมันยังมีปัจจัยอย่างอื่นอีกที่นอกเหนือไปจากนี้  นั่นก็คือ  AIR  TIGHT 

การที่เราจะทำผนังเสริมขึ้นมานั้น  เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการลดทอนเสียงสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  เราควรจะจัดการกับรอยต่อของผนังในทุกๆจุดด้วย  ซึ่งนั่นก็คือการปิดกั้นไม่ให้อากาศจากภายในห้องไหลออกไปข้างนอก  และห้ามอากาศจากภายนอกเล็ดลอดเข้ามาข้างในได้  ซึ่งวิธีที่มักนิยมใช้กันก็คือ  การอุดรอยต่อทุกๆจุดด้วย  อะคริลิค  หรือ  ซิลิโคน  นั่นเอง  (บางทีอาจจะได้ยินช่างเรียกกัน ว่า แด๊ป ก็ไม่ต้องแปลกใจ  แต่มันก็ไม่ได้เหมือนกันไปซะทั้งหมดหรอกนะ  ต้องศึกษาดูดีๆก่อนซื้อ  บางคนอาจจะบอกว่าแบบนี้ดี  แบบนั้นไม่ดี ก็ว่ากันไป  แต่จุดประสงค์หลักของเราก็คือ การอุดรอยต่อ รอยแยกต่างๆ นั่นเอง)

ซิลิโคนอุดรอยต่อในห้องอัดเสียง 01 ซิลิโคนอุดรอยต่อในห้องอัดเสียง 02

ส่วนจะใช้ยี่ห้อไหน  หรือราคาเท่าไหร่นั้น  ไม่ขอกล่าวถึง ณ ที่ นี้  (สามารถหาข้อมูลได้ไม่ยากนักจากเวบบอร์ดต่างๆ)  แต่ที่อยากจะแนะนำก็คือ  ไม่ควรใช้ที่ราคาถูกเกินไป  เพราะ สารเคมีเหล่านี้มีอายุการใช้งาน (ซึ่งโดยมากมักจะขึ้นอยู่กับราคาเป็นสำคัญ)    และการทำห้องอัดเสียงหรือ  หรือเก็บเสียงนั้น  ก็มักจะทำกันเพียงครั้งเดียว ดังนั้นท้ายที่สุดแล้ว  พวกผนังที่ทำหน้าที่กั้นเสียงต่าง ทั้ง 6 ด้าน  ก็จะถูกปิดทับด้วยผนังตกแต่ง และผนังที่ทำหน้าที่ดูดซับและควบคุมเสียงสะท้อนต่างๆ ภายในห้องอีกที  การจะมาซ่อมแซมหรือยิงซิลิโคนซ้ำอีกทีจึงไม่ใช่เรื่องน่าสนุกนัก 

การทำห้องอัดเสียง หรือห้องเก็บเสียง 01 การทำห้องอัดเสียง หรือห้องเก็บเสียง 02

รอยต่อหรือ ช่องเปิดเพียงแค่เล็กน้อยนั้น  อย่าได้มองข้ามเด็ดขาด  เพราะรอยต่อหลายๆ รอย  หากนำมารวมกันแล้วก็จะได้เป็นพื้นที่ช่องเปิดขนาดใหญ่เลยทีเดียว  ถึงแม้มันจะเป็นงานที่น่าเบื่อ  แต่มันก็สำคัญมากๆ  ที่ต้องย้ำก็เพราะว่า  ส่วนใหญ่แล้วผู้รับเหมาหรือคนงานที่มาทำห้องอัดเสียง หรือ ห้องเก็บเสียงให้เรานั้น  มักจะไม่เข้าใจในจุดนี้  มักจะมองว่ารอยเล็กๆแค่นี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร  หรือไม่ก็ขี้เกียจทำ  ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ เราควรจะตรวจเช็คทุกๆ จุดด้วยตนเอง  หรือลองฝึกใช้ปืนยิงซิลิโคนพวกนี้ด้วยตนเองดูก็ได้  (ไม่ได้ยากขนาดนั้น เชื่อเถอะ 5555)

อีกจุดหนึ่งที่อยากจะพูดถึงก็คือ  เต้ารับ  (POWER OUTLET)  ในปัจจุบัน  นั้น มีอยู่ 2 อย่างหลักๆ  นั่น ก็คือ  แบบฝังลงไปใน ผนัง   กับ แบบ ติดลอยบนผนัง    แน่นอนว่าแบบฝังลงไปในผนังนั้นย่อมทำให้เกิดช่องเปิดขนาดใหญ่กว่าแบบ ติดลอยบนผนัง  แต่ก็ดูสวยงามกว่า  (คงต้องเลือกกันเอาเองแล้วหล่ะ 5555) 

ปลั๊กไฟที่ใช้กันทั่วไปในห้องอัดเสียง 01 เต้ารับแบบฝังในห้องอัดเสียง 01ยิงซิลิโคนอุดช่องว่างระหว่างเต้ารับกับผนังกันเสียง 01ยิงซิลิโคนอุดช่องว่างระหว่างเต้ารับกับผนังกันเสียง 02

หากเลือกใช้แบบฝังลงไปในผนังก็อย่าลืมจัดการกับ รอยต่อและช่องว่างต่างๆตามขอบของกล่องที่ฝังลงไปในผนังด้วยก็ซิลิโคน หรือ แด๊ป ก็แล้วกัน 

ไฟแสงสว่างก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ควรให้ความสำคัญ เป็นอย่างยิ่งเมื่อเราทำห้องอัดเสียงหรือห้องเก็บเสียง  ควรหลีกเลี่ยงการเจาะเพดานเก็บเสียงของเราให้เป็นรูใหญ่เพื่อติดตั้งโคมไฟ ดาวน์ไลท์แบบฝัง  ถ้าเป็นไปได้ก็ควรใช้โคมไฟแบบติดลอยแทน 

ต่อไปเราจะมาพูดถึงการสกัดกั้นเสียงที่เดินทางโดยอาศัยโครงสร้างของอาคารกัน  (FLANKING PATHS)  หลักการในอุดมคติ ก็คือ  การสร้างห้องในห้อง (ROOM  IN  ROOM)  ก็คือการสร้างห้องเก็บเสียงขึ้นมาใหม่ภายในห้องเดิม(ห้องที่มีอยู่ตั้งแต่ แรกแล้ว)  โดยที่ทั้งสองห้องจะต้องมีส่วนที่สัมผัสแตะต้องกันน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็น ไปได้  (ถ้าทำให้ห้องมันลอยได้ก็คงทำไปแล้ว 5555)   ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ส่วนที่จะต้องสัมผัสกันแน่ๆ ก็คือพื้น (มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วหล่ะ 555)  และอาจจะมีเพดานเพิ่มเข้ามาด้วย  แต่ที่แน่ๆ ไม่ควรจะให้ผนังทั้ง 4 ด้าน ของห้องข้างในไปสัมผัสกับผนังของห้องข้างนอกเด็ดขาด 

การสร้างห้องอัดเสียงขึ้นมาในห้องเดิม 01 การสร้างห้องอัดเสียงขึ้นมาในห้องเดิม 02

แน่ นอนว่าค่าใช้จ่ายสำหรับการทำห้องแบบนี้ก็ย่อมต้องสูงการการทำแค่ผนังกั้น เสียงแค่ 4 ด้าน  และก็ไม่ได้หมายความว่าทุกๆ โครงสร้างของอาคารเดิมจะสามารถทำได้  หากห้องที่เราต้องการจะทำเป็นห้องอัดเสียงหรือห้องเก็บเสียง ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ของตัวอาคาร  ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากนั้น  เพราะอย่างน้อยก็ยังพอจะมีดินหรือทรายรองรับน้ำหนักอยู่ข้างล่างอีกที(นอก เหนือไปจากคานคอดินของอาคาร)  หากเกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ คงยังไม่เป็นอันตรายมากนัก  แต่หากห้องที่เราต้องการจะทำเป็นห้องอัดเสียงหรือห้องเก็บเสียง เพื่อซ้อมดนตรีนั้น ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 หรือชั้นอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชั้น 1 แล้วละก็  ควรจะต้องทราบขีดความสามารถในการรับน้ำหนัก ของคาน และพื้นนั้นๆ ด้วย  (ซึ่งมักจะขึ้นอยู่กับการออกแบบของวิศวะกรโครงสร้าง  เพราะความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ  สำคัญมากๆ  อย่างมองข้ามคำแนะนำนี้เด็ดขาด !!)   ลอง นึกถึงแผ่นยิปซั่มหลายๆ แผ่น รวมกับพื้นและเพดานดูซิ  มันจะมีน้ำหนักขนาดไหน  ซึ่งบ้านทั่วๆไปมักจะมีความสามารถในการรับน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 200 kg/ตารางเมตร อาจมี Safety Factor อีก นิดหน่อย (2.5)  และยังขึ้นอยู่กับความรอบคอบของผู้รับเหมาอีก  นี่ยังไม่รวมน้ำหนักของเครื่องไม้เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะใส่เข้ามาในห้องภายหลังอีก  (ลองเช็คให้แน่ใจจะดีที่สุด)

แผ่นพื้นสำเร็จรูป ก่อนทำห้องอัดเสียง 01 แผ่นพื้นสำเร็จรูป ก่อนทำห้องอัดเสียง 02ความสามารถในการรับน้ำหนักของแผ่นพื้นสำเร็จรูป ก่อนจะทำห้องอัดเสียง

นอกจากนี้ความสูงของห้องก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ ต้องพิจารณา  เพราะหากทำพื้นแบบยกลอยขึ้นมาแล้ว  ก็มักจะทำให้ความสูงโดยรวมของห้องลดลงไปอีกด้วย

เพิ่มเติมอีกซักเล็กน้อย  เกี่ยวกับระบบสาธารณูปโภค  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ระบบปะปา ทั้งน้ำดี และ น้ำเสีย  ซึ่งเราควรจะตรวจดูให้ละเอียดก่อนจะเริ่มตัดสินใจที่จะทำห้องอัดเสียง หรือ ห้องเก็บเสียง  เพราะว่าหากเรามีท่อน้ำอยู่ที่เพดานของห้องที่เราจะทำ  ก็มักจะสร้างปัญหาให้กับเราอยู่เสมอ  ในเรื่องของการรั่วซึม  และการซ่อมแซมบำรุงรักษาในอนาคต  (เพราะมันไม่มีอะไรที่จะสามารถอยู่คงกระพันไปได้ตลอดหรอก)  ซึ่งหากเราทำเพดานกั้นเสียงปิดท่อน้ำไปแล้ว  การจะมาเปิดดูเพื่อซ่อมแซมท่อน้ำทีหลังเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก  ถ้าหลีกเลี่ยงห้องแบบนี้ได้ก็จะดีที่สุด 

หลีกเลี่ยงการทำห้องอัดเสียงในห้องที่มีท่อน้ำอยู่ด้านบนเพดาน 01 หลีกเลี่ยงการทำห้องอัดเสียงในห้องที่มีท่อน้ำอยู่ด้านบนเพดาน 02

ที่อธิบายมาทั้งหมดนั้น  เป็นเพียงแค่การชี้ให้เห็นภาพรวมทั้งหมดอย่างคร่าวๆ ก่อนการตัดสินใจที่จะทำห้องอัดเสียง หรือ ห้องเก็บเสียง  เท่านั้น   ในบทต่อๆ ไป  จะเป็นการลงลึกในรายละเอียด  เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้จริงได้ 

 

  <<Back การสร้างห้องอัดเสียงเองที่บ้าน Next>>

ห้องอัด Alice Recording Studio สตูดิโอบันทึกเสียง ห้องลงเสียง ห้องอัดเสียง ระดับคุณภาพ ด้วยประสบการณ์อันยาวนาน

ห้องอัด ALICE Recording Studio 1/1 ลาดพร้าว 105 คลองจั่น บางกะปิ กรุงเทพ 10240 ประเทศไทย Tel. 090 110 1033 www.alicerecordingstudio.com alicerecordingstudio@hotmail.com